หมาจิ้งจอกสันชาตญาณนักล่า

พระ อาจารย์รูปหนึ่งพาลูกศิษย์ออกธุดงค์ แต่เห็นว่าศิษย์ยัง ไม่ใส่ใจในการปีกตนเท่าที่ควร ในขณะที่เดินผ่านปาพระอาจารย์หันไป  เห็นจิ้งจอกกำลังไล่กระต่ายเพื่อจับเป็นอาหาร จึงชี้ให้ศิษย์ดูแล้วถาม ว่า“จิ้งจอกตัวนั้นก็เหมือนเจ้าในเวลานี้”ผู้เป็นศิษยํไม่เข้าใจที่พระ อาจารย์เปรียบเปรย แต่ด้วยความ สงสารกระต่ายจึงอยากช่วยเหลือ
“เราควรจะช่วยกระต่ายตัวนั้นหรือ ห่วงยางเด็ก ม่ขอรับไม่ต้องหรอก เจ้าช่วยกระต่ายได้ก็จริง แต่ก็จะกลายเป็นว่า 
ทำ บาปที่เป็นต้นเหตุให้หมาจิ้งจอกอดอาหารไปหนึ่งมื้อ มันเป็นวัฏจักร เจ้าต้องรู้จักปล่อยวาง แต่ถึงเจ้าไม่ช่วย กระต่ายก็น่าจะเอาตัวรอดได้”“ทำไมพระอาจารย์ถึงมั่นใจเช่นนั้นขอรับ ผมคิดว่าหมาจิ้งจอก ตัวใหญ่กว่า แรงก็มีมากกว่า น่าจะจับกระต่ายได้แน่ๆ อยู่แล้วนี่ขอรับ”ดูไปเถิด”แล้วก็เป็นอย่างที่พระอาจารย์ว่า กระต่ายก็หนีได้ในที่สุด ผู้ เป็นศิษย์ไม่ เข้า'ใจ'ในสิ่งที่ ตนเห็น จึงถาม ผู้เป็นอาจารย์เพื่อ คลายข้อสงสัยทำไมถึงเป็นเช่นนั้นขอรับพระอาจารย์”ฝ่ายหนึ่งคิดว่าอดแค่หนึ่ง มื้อก็ยังไม่ตาย ส่วน1อีกฝ่ายคิด'ว่านี่ คือวาระสุดท้าย หากไม่พยายามชีวิตก็ไม่รอด เจ้าคิดว่าฝ่ายไหนจะมี ความพยายามมากกว่ากัน” สระน้ำเด็ก แม้ผู้เป็นศิษย์จะรู้ได้ว่าฝ่ายที่เอาชีวิตรอดน่าจะมี ความ พยายามมากกว่า แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่าพระอาจารย์ต้องการสอนอะไรตน เมื่อพระอาจารย์เห็นศิษย์ทำสีหน้าครุ่นคิดก็เข้าใจได้ว่า น่าจะยังไม่ เข้าใจจุดมุ่งหมาย จึงได้เอ่ยต่อไปว่าเจ้าก็คือฝ่ายหมาป่าที่คิดว่ายังหนุ่มแน่นมีเวลาเรียนรู้ พระ ธรรมอีกมาก จึงไม่พยายามให้เต็มที่ ทั้งที่จริงเจ้าน่าจะคิดว่าคนเราก็มี เพียงชีวิตเดียว หากไม่พยายามให้เต็มที่ก็จะไม่รอด”60 ฆ5างสต เ^มปัญญา ด้วยนิทานเ&น mil)พอา อามบันะได้ททสิโงว่าหากยังคงรับราชการอยู่ก็ยากที่จะเข้าถึงแก่นแท้ของเซน ได้ จึง ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งอำมาตยัในขณะที่อายุย่างเข้ายี่สิบแปดปี เพื่อออกบวช แล้วฝากตัวเป็นศิษย์พระอาจารย์รูปหนึ่งพระอาจารย์เห็นว่า เป็นผู้ที่มีปัญญาจึงให้รกตนควบคู่ไปกับ การเรียนรู้พระธรรมด้วยการรับหน้าที่ดูแลสวนผัก ซึ่งนักบวชผู้เป็น อดีตอำมาตย์ก็เข้าใจได้ทันทีถึงจุดหมายของผู้เป็นอาจารย์ จึงตั้งใจ ดูแลสวนผักอย่างดี ควบคู่ไปกับการเรียนรู้พระธรรมคำสอนอย่างไม่ ขาดตกบกพร่องวันหนึ่งพระผู้พื่รูปหนึ่ง   เห็นว่าตนเองเรียนรู้พระธรรมและ ปฏิบัติตนมานานแล้ว น่าจะพอมีความรู้มากพอที่จะออกไปธุดงคํใด้จึงขอปรึกษาพระอาจารย์ว่าจะออกไป ธุดงค์ที่ไหนดี พระอาจารย์จึง ถามว่ารอบด้านก็คือภูเขา เมื่อเหนือใต้ออกตกล้วนแล้วแต่เป็น หน้าผาสูงชัน จะไปทิศไหนก็ไม,ต่างกัน หากเป็นเจ้าจะไปทิศไหน”พระรูปนั้นไม่เข้าใจคำถามของพระอาจารย์ เพราะเขาเห็นว่า บริเวณรอบๆ วัดก็เป็นทุ่งโล่งทั้งสี่ทิศ จึงไม่สามารถตอบคำถามพระ อาจารย์ได้พระรูปนั้นครุ่นคิดอย่างหนัก เมื่อเดินผ่านแปลงผักก็เป็นเวลา พอดีกับพระที่เป็นอดีตอำมาตย์กำลังรดน้ำพรวนดินอยู่พอดีศิษย์ผู้พี่ครุ่นคิด เรื่องใดกันขอรับ” เมื่อฟังความจากศิษย์รุ่นพี, แล้ว พระที่เป็นอดีตอำมาตย์เข้าใจได้ทันทีว่าพระอาจารย์ต้องการบอก สิ่งใด แต่ด้วยต้องการให้ศิษย์รุ่นพี่รู้ได้ด้วยตนเองอีกทั้งไม่ต้องการ อวดภูมิ แพยางเป่าลมจึงกล่าวเป็นนัยว่าไผ่ที่ขึ้นจนหนาแน่นแต่ก็มิอาจขวางสายน้า หน้าผาที่สูง ตระหง่านแต่ก็มิอาจกั้นขวางเมฆให้ลอยผ่าน”ศิษย์รุ่นพี่เมื่อได้ยินดัง นั้นก็เข้าใจว่าศิษย์น้องบอกคำตอบให้ แก่ตน จึงย้อนกลับไปหาพระอาจารย์เพี่อนำข้อความที่ได้ฟังไปตอบ คำถามพระอาจารย์เจ้าเข้าใจในคำตอบของเจ้าหรือไม่”เสมินินปีญญา ด้วยน้ทานเซน 


ห่วงยางเล่นน้ำ

Write a comment

Comments: 0